(ส่งทาง email)
ปัจจุบันนี้การเข้าวัดของชาวพุทธดูจะเป็นไปด้วยความผิดวัตถุประสงค์ เพราะมีบุคคลบางกลุ่มที่เข้าวัดแล้วทำกริยาอาการที่ไม่เหมาะสม เหมือนดังว่าวัดเป็นสถานบันเทิง หรือแหล่งท่องเที่ยว(ดูจากการแต่งกาย)ดังนั้นหากผู้ใดคิดจะไปทำบุญตักบาตรในวัดหรือนอกวัดก็ตามที ควรจะสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มิดชิดปิดหลวมๆให้ดูสะอาดหูสะอาดตากันหน่อย มิฉะนั้นจะกลับกลายเป็นได้บาปแทนที่จะได้รับกุศลผลบุญ การเข้าวัดดูจะเป็นทางเลือกสุดท้ายหรือไม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงจะทำให้คนนั้นมาเข้าวัดตักบาตรทำบุญกันได้ เพราะว่าจากการที่ได้สังเกตและสอบถามก็ได้ทราบว่าหลายๆคนที่เข้ามาวัดนั้นก็ด้วยความทุกข์กายทุกข์ใจทั้งนั้นที่พัดเข้ามาสู่ในวัดได้ แต่ก็ยังมีบุคคลอีกกลุ่มที่จะเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันเป็นประจำ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอารมณ์ไหนๆบุคคลเหล่านี้ก็จะปฏิบัติธรรมกันตลอดอยู่แล้ว
การฟังธรรมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชาวพุทธ ที่จะกระทำกันในวันสำคัญต่างๆของพระพุทธศาสนาและยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่มีความรู้จริงในเรื่องของการฟังธรรม และหลายคนก็คิดว่าการเข้าไปนั่งในศาลาปฏิบัติธรรม แล้วก็ใช้หูทั้งสองข้างฟังพระท่านพูดนี่ก็คือการฟังธรรม และก็คิดต่อไปอีกว่านี่แหละเป็นบุญ เพราะว่าได้มาฟังพระท่านพูดแล้ว เช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะในบางครั้งการเข้าวัดหากว่าเราเข้าไปแล้วทำกริยาอาการที่ไม่สำรวมเช่นนี้ก็อาจจะกลับกลายให้บุญกลายเป็นบาปไปได้ ฉะนั้นเช่นเดียวกับการฟังธรรม ถ้าหากเราฟังด้วยการสำรวมกายวาจาใจ และตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาจนพระท่านสอนจบก็ยังพอจะถือว่าได้บุญอยู่บ้าง แต่ถ้าหากในขณะที่พระท่านเทศน์สอนอยู่นั้นเราก็มิได้ตั้งใจที่จะฟัง มิได้ตั้งใจไปวัดเลยแม้แต่น้อยจิตวิญญาณก็ไม่ได้เอาไป แต่ไปก็เพราะเพื่อนนั้นชวนไปก็เลยจำต้องไปเพราะไม่อยากขัดใจเพื่อน คือไปเฉยๆไม่ได้อยากไปนั่งฟังธรรม ไปถึงวัดก็คอยนั่งดูแต่เวลาว่าเมื่อไหร่พระท่านจะเทศน์จบจะได้กลับเสียที และระหว่างนั่งรอให้พระท่านเทศน์จบตนก็คุยแข่งอยู่ตลอดเวลา แบบนี้บุญย่อมจะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน อีกทั้งยังจะเป็นการเสียเวลาเปล่าในการเข้าวัดครั้งนั้นและยังจะได้ของแถมเป็นบาปอีกติดตัวไปอีกด้วย ฉะนั้นหากไม่มีจิตใจที่อยากไปวัดก็อย่าฝืนไปเลยดีกว่าเอาไว้พร้อมแล้วค่อยไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นเหมือนคนประเภทแรกที่มีความตั้งจิตตั้งใจฟังจนสามารถจดจำได้ทุกรายระเอียดทุกคำพูดที่พระท่านเทศน์สอนมาแต่ก็มิได้นำไปปฏิบัติมิได้นำไปประพฤติตามบุญก็ย่อมมิส่งเพราะทุกเหตุทุกปัจจัยย่อมเกิดจากกรรมทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าเราได้แต่สดับรับฟังแต่เรานั้นไม่ปฏิบัติตามก็ย่อมจะไม่เกิดผลใดๆตามาไม่ว่าดีหรือเลว แต่จะได้รับความสุขชั่วคราวที่ทำให้ใจชุ่มชื่นเบิกบาน ในขณะที่ได้มานั่งฟังพระธรรมเทศนา
ฉะนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกๆคนจะได้ทำความเข้าใจที่ถูกต้องในการเข้าวัดฟังพระธรรมเทศนากันเสียใหม่ ว่าฟังอย่างไรจึงจะถูกต้อง ฟังพระธรรมอย่างไรจึงจะได้บุญ มิใช่ฟังให้เสียเวลาเปล่า และก็มิใช่ฟังเพื่อให้เกิดบาป ปัจจุบันนี้เราจะเห็นวัยรุ่นหนุ่มสาวเข้าวัดกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะดัชนีความสุขของวัยรุ่นลดลงหรือเปล่าข้าพเจ้าก็มิแน่ใจ แต่ที่แน่ๆก็คือวัยรุ่นเหล่านี้ไม่ไปทำความเดือดร้อนให้ใครแน่นอน การฟังธรรมนั้นมีหลายแบบหลายอย่างและก็หลายโอกาสด้วยกัน เช่นการฟังธรรมในพิธีศพของชาวพุทธ การฟังธรรมในวัดในวันสำคัญต่างๆของศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรมในวาระใดก็มิได้มีความแตกต่างกันมากนัก ในเรื่องของบุญน้อยหรือบุญมากหรือบาปน้อยหรือบาปมาก สิ่งเหล่านี้จะเหมือนกันหมด ขึ้นอยู่กับตัวเรานั้นเองที่จะได้รับบุญหรือบาปมากน้อยเพียงใด บางคนฟังธรรมแล้วรู้สึกดีบางคนฟังธรรมแล้วรู้สึกผ่อนคลายการตึงเครียดได้ แต่บางคนฟังธรรมแล้วแต่ไม่รู้สึกอะไร และคนประเภทสุดท้ายฟังธรรมแล้วรู้สึกแย่ เพราะคนแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป เหตุที่บุคคลฟังธรรมแล้วรู้สึกดีก็เพราะว่าบุคคลผู้นั้นมีจิตศรัทธาทั้งในพระพุทธศาสนาและในตัวของพระผู้ที่ทำการเทศน์สอน และเหตุที่บุคคลผู้นั้นฟังธรรมแล้วรู้สึกเฉยก็เพราะเรื่องที่เทศน์อาจจะดูไกลตัวหรือเป็นเรื่องที่บุคคลผู้นั้นไม่ให้การสนใจเป็นต้น
ส่วนบุคคลประเภทสุดท้ายนั้นตัวของบุคคลนั้นอาจจะมีอคติต่อทั้งในพระพุทธศาสนาและในตัวของผู้ที่ทำการเทศน์สอนเหล่านี้เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามที การฟังธรรมล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้นไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตามแต่เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงอย่างมีความสุขตามแต่ว่าบุคคลจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่
สุดท้ายกลุ่มของข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อท่านใดได้อ่านรายงานเล่มนี้แล้ว จะเข้าวัดฟังพระธรรมเทศนาให้เกิดประโยชน์และความสุขสูงสุดในชีวิต และจะได้ทราบระดับของบุญหรือบาปที่ตนจะได้รับ และที่สำคัญอีกอย่างหวังว่าทุกท่านจะเข้าวัดด้วยอาการกริยามารยาทที่เหมาะสมสำรวม ทั้งกายวาจาและจิตใจที่มีแต่ความสุขสงบ การแต่งกายก็ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากการเข้าวัดควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดเหมาะสมกับสถานที่เช่นนี้จึงจะถือได้ว่ามีความพร้อมที่จะไปทำบุญจริงๆ
ข้อมูล: วัดร่ำเปิง
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ใบงานที่ ๔
๑. ให้แต่ละกลุ่มไปวัดในวันอาสาฬหบูชา หรือวันเข้าพรรษา เขียนรายงานมา ๒ หน้า post ใน blog และมารายงานหน้าชั้น พร้อมกับมีรูปถ่ายมานำเสนอด้วย ใช้เวลานำเสนอกลุ่มละ ๕ นาที หัวข้อรายงานแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน กำหนดให้แล้วในห้องเรียน คะแนนที่ได้จะเอาไปซ่อมคะแนนกลุ่มที่ขาดหายไป หรือได้น้อย
๒. อังคารที่ ๑๔ ก.ค. มีกลุ่มมานำเสนอหน้าชั้น ๒ กลุ่ม (เสนอบทที่ ๔ และ บทที่ ๕) และมีกลุ่มวิจารณ์อีก ๒ กลุ่ม
กลุ่ม ๑ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๔
กลุ่ม ๒ นำเสนอบทที่ ๕
กลุ่มที่ ๓ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๕
กลุ่มที่ ๑๔ นำเสนอบทที่ ๔
๓.ให้แต่ละกลุ่ม post ความคิดเห็นจากการอ่านบทที่ ๔ และ ๕ ภายใน ๔ โมงเย็นวันเสาร์ก่อนเรียน
๔.ผู้ที่ไม่พอใจคะแนนรายงานพิพิธภัณฑ์ให้ทำรายงานมาใหม่ ๕ หน้า เลือกหนึ่งหัวข้อต่อไปนี้
สนธิสัญญาเบาริ่ง, การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕, เชียงใหม่วันนี้, วัยรุ่นไทยกับวัฒนธรรมเกาหลี, คำเมือง, ประชาธิปไตยไทย, ชาตินิยม, ประตูช้างเผือก, อาณาจักรล้านนา, ชนชั้นนำในสังคมไทย
ในรายงานมี ๒ สัดส่วนพอ ๆ กัน (ข้อมูล ข้อเท็จจริง + ความคิดเห็นในการวิเคราะห์ของนักศึกษา) รายงานที่จะได้คะแนนมากคือรายงานที่ไม่เหมือนของคนอื่น มีข้อมูลที่น่าสนใจ มีแหล่งอ้างอิง (จากข่าว บทความ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ) และมีความคิดเห็นในการวิเคราะห์วิจารณ์ที่น่าสนใจ เป็นตัวของตัวเอง
เกณฑ์การให้คะแนน
๑. ส่งงาน
๒. หน้าตาของรายงานที่แสดงความตั้งใจในการทำงาน - ความเรียบร้อย ไม่ต้องปกหรู
๓.เขียนงานดี ไม่วกวน น่าอ่าน
๔.มีข้อมูลอ้างอิง
๕.มีการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ
๒. อังคารที่ ๑๔ ก.ค. มีกลุ่มมานำเสนอหน้าชั้น ๒ กลุ่ม (เสนอบทที่ ๔ และ บทที่ ๕) และมีกลุ่มวิจารณ์อีก ๒ กลุ่ม
กลุ่ม ๑ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๔
กลุ่ม ๒ นำเสนอบทที่ ๕
กลุ่มที่ ๓ วิจารณ์การนำเสนอบทที่ ๕
กลุ่มที่ ๑๔ นำเสนอบทที่ ๔
๓.ให้แต่ละกลุ่ม post ความคิดเห็นจากการอ่านบทที่ ๔ และ ๕ ภายใน ๔ โมงเย็นวันเสาร์ก่อนเรียน
๔.ผู้ที่ไม่พอใจคะแนนรายงานพิพิธภัณฑ์ให้ทำรายงานมาใหม่ ๕ หน้า เลือกหนึ่งหัวข้อต่อไปนี้
สนธิสัญญาเบาริ่ง, การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕, เชียงใหม่วันนี้, วัยรุ่นไทยกับวัฒนธรรมเกาหลี, คำเมือง, ประชาธิปไตยไทย, ชาตินิยม, ประตูช้างเผือก, อาณาจักรล้านนา, ชนชั้นนำในสังคมไทย
ในรายงานมี ๒ สัดส่วนพอ ๆ กัน (ข้อมูล ข้อเท็จจริง + ความคิดเห็นในการวิเคราะห์ของนักศึกษา) รายงานที่จะได้คะแนนมากคือรายงานที่ไม่เหมือนของคนอื่น มีข้อมูลที่น่าสนใจ มีแหล่งอ้างอิง (จากข่าว บทความ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ) และมีความคิดเห็นในการวิเคราะห์วิจารณ์ที่น่าสนใจ เป็นตัวของตัวเอง
เกณฑ์การให้คะแนน
๑. ส่งงาน
๒. หน้าตาของรายงานที่แสดงความตั้งใจในการทำงาน - ความเรียบร้อย ไม่ต้องปกหรู
๓.เขียนงานดี ไม่วกวน น่าอ่าน
๔.มีข้อมูลอ้างอิง
๕.มีการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)